วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ครู... ดร.ประเสริฐ ประวัติรุ่งเรือง



เขียนโดย : สุดเขต  เขียวอุไร  Email : Sudkhed2@gmail.com

วันนี้...ไกลแค่ไหน ถึง จะใกล้ ... บอกที

กับ ดร.ประเสริฐ  ประวัติรุ่งเรือง


วันนี้....ผมมีโอกาสได้ไปนั่งฟังครูคนหนึ่ง ที่ท่านเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

คงต้องบอกว่า มันน่าอัศจรรย์สำหรับผม และ ผมคงต้องมีไอดอลใหม่ อีกคนหนึ่งในชีวิตครูของผมเป็นแน่...

ท่านสอนให้ผมได้เป็นครูอย่างเต็มตัวได้ภายในเพียงแค่ 1 วัน ซึ่งผมไม่อยากให้วันๆ นี้มันหมดไปเลย แต่ด้วยเวลามันก็คือข้อจำกัดของชีวิตนั่นเอง  ท่านสอนให้ผมเป็นครูที่ใช้หลักการสอนแบบ Active Learning กล่าวคือ การเป็นครูที่เน้นการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นสำคัญนั่นเอง ท่านสอนให้ผมรู้จักแหล่งที่มา และ แหล่งที่อยู่ของข้อมูลของการเรียนรู้ว่า มันมาจากไหน และ ควรเป็นอย่างไร โดยการถ่ายทอดสาระสำคัญด้วยตัวของท่านเอง ถึงแม่้จะเป็นเพียงจุดเล็กน้อย ของผู้บริหารระดับสูงโดยทั่วไป แต่สำหรับท่านแล้ว ผมประทับใจ 

เพราะจะมีผู้บริหารการศึกษาสักกี่คน ที่ลงมาจับปากกา สอนให้ครู รู้ว่า ครู ควรเป็นอย่างไรในโลกปัจจุบัน ... มันเป็นหน้าที่หรือ?

ผมก็ยังเชื่ออีกว่า ครู หลายๆ คนในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานมาจนตอนนี้ จะมีสักกี่ครั้ง ที่ได้อยู่กับ ผู้บริหารสูงสุดของสถาบัน ทั้งวัน โดยที่ เป็นทั้งผู้ฟัง ผู้เสนอ และ ผู้เรียนรู้ จากการถ่ายทอดความรู้อย่างมีจิตวิญญาณ นอกไปเสียจาก การนำเอกสารให้ท่านเซ็นต์ และ ตอบคำถามว่า "สบายดี" เมื่อท่านถาม ว่า "สบายดีใหม" 

ตลอดเวลาเรารู้ว่า..ผู้บริหารคือ บุคคลที่มีหน้าที่การวางกรอบการปฏิบัติงาน การวางแผนนโยบายสำคัญขององค์กร การกำหนดทิศทางและความเป็นไปได้ในอนาคตขององค์กร ให้สามารถขับเคลื่อน ... แต่ ที่ผมพบเห็นคือ ท่านเป็นผู้บริหาร ที่เป็นนักการจัดการ ที่เป็นนักปฏิบัติ ในเวลาเดียวกัน และเชื่อว่าตลอดชีวิตของท่าน หวังให้ประเทศชาติของเราพ้นวิกฤติด้านการศึกษาเสียที

ท่านสอนให้รู้ว่า การเรียนการสอนแบบใด เหมาะสมที่จะทำให้เด็กไทยในปัจจุบัน ที่หลายสำนักวิจัยต่อสำนักวิจัยค้นพบว่า เด็กไทย ขาดการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ อย่างมีวิจารณญาณ และ เป็นระบบ นี่คือ งานวิจัย ที่สำรวจ และ ค้นพบ แต่ ก็ไม่เคยเห็นมีผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการบริหาร และ การจัดการ ให้ทำอย่างไร เด็กไทยจะสามารถก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ไปได้เสียที นอกเสียไปจาก การฟุ้งเฟ้อเรื่องงบประมาณ การลงทุน และ การเพิ่มอัตราต่างๆ อันเป็นองค์ประกอบของการพัฒนาบุคลากร ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ แต่ไม่ได้ พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีจิตสำนึกอันเป็นสาธารณะในการพัฒนาองค์รวมของความรู้ให้แก่ การศึกษาของชาติ

ในขณะที่องค์ประกอบทางการเรียนรู้ของเด็กไทย ยังต้องการ การพัฒนาในสาระสำคัญและองค์รวมแห่งการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง  สิ่งหนึ่งที่ท่านทำให้ผมมองเห็นคือ การเสียสละ และ ประโยคคำพูดที่บอกว่า "ครู ไม่ได้ร่ำรวย" 

การเรียนการสอนแบบ Active Learning ที่ท่านสอน คือ การสอน การพัฒนาให้ครูยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ โดยครูต้องใช้วิธีใด วิธีหนึ่ง หรือ การสร้างความหลากหลายทางกรรมวิธีโดยสร้างนวัตกรรมการสอน ให้เกิดการเรียนรู้ โดยให้เด็กมีส่วนร่วม ซึ่งครู ก็เป็นเพียงผู้กำกับ และ อำนวยความสะดวกรวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนและเสริมแรงให้กับเด็กนักเรียน (Facilitator, Supporter and Encourager) โดยเด็กเป็นผู้แสดง เด็กมีส่วนร่วมในการเรียน (Participation) และ เกิดสัมพันธ์ภาพที่ดีระหว่างเด็กด้วยกัน หรือ ง่ายๆ ว่าเด็กสามารถปรึกษากันได้ โดยมีการทำงานเป็นกลุ่ม มีการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interaction) ทำให้เด็กสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข หรือ ง่ายๆว่า เด็กได้ทำงานช่วยกันนั่นเอง ในขณะเดียวกัน การเรียน การสอนแบบนี้ ก็จะทำให้เด็กมีความกระตือรือร้น (Active) หรือ การทำอย่างไรให้เด็กเกิดความชอบที่จะเรียน เพื่อให้เด็กใฝ่่เรียน ใฝ่รู้ และ สามารแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยเรียนและสนใจ ไม่ใช่เรียนแล้วจำเพียงอย่างเดียว เด็กจะต้องเป็นคนที่เรียนด้วยความเข้าใจ (Meaningful Learning) โดยมีผลสรุปที่ การบรรลุผลของการสอน คือ เด็ก สามารถคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และ ประเมินผลเป็น ต่อยอดได้ อย่างเข้าใจ  นั่นคือ การเรียนการสอน จะทำอย่างไร ที่ครูจะทำให้เด็ก "ชอบ" และ เห็นประโยชน์ของการเรียนนั่นเอง

มันอาจจะมองดูยาก และ เป็นกรรมวิธีที่พูด หรือ เขียนได้ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้ว หากครูไม่สนใจ หรือ ใส่ใจในการพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง จะไม่สามารถทำให้เด็ก "ชอบ" และ เห็นประโยชน์ของการเรียนเพื่อนำไปพัฒนาตนเองได้อย่างแน่นอน

ท่านสอนให้ผมรู้ว่า การสอน ไม่ใช่เพียงแต่การป้อนสิ่งใด สิ่งหนึ่งให้เด็กเพียงเท่านั้น แต่จะต้องให้เด็กสามารถคิดเห็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ และ ศึกษาวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ สามารถแสวงหาความรู้ให้ตนเอง ตั้งคำถามได้ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ นำเสนอข้อมูลได้ รวมถึงทำให้ผู้เรียนมีความกระตือ รือ ร้น และ เรียนด้วยความสนุก เหมือนกับผมเอง ที่นั่งฟังท่านแนะนำอย่างตื่นเต้น ที่อยากจะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

ท่านยังสอนให้ผมรู้ว่า หน้าที่ลบกระดาน ไม่ใช่หน้าที่ของเด็ก แต่ เป็นหน้าที่ของ "ครู" ในขณะที่หน้าที่ของเด็กคืออะไร ในโรงเรียน ที่เราจะสามารถฝึกหัดให้เด็กเกิดความรับผิดชอบ มีวินัย และ เป็นคนดี

การนั่งฟังท่านสอนทั้งวัน เริ่มแต่ แปดโมงเช้า ถึง หกโมงเย็น ยังทำให้ผมรู้ว่า เด็ก แค่เรียนเก่ง แต่ ไม่มีจิตพิสัย ในอนาคตก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้น เด็ก ที่ดี ต้องมี ทั้งพุธพิสัย จิตพิสัย และ ทักษะพิสัย ครบทั้ง 3 องค์ประกอบ กล่าวคือ ในฐานะหน้าที่ของครู จะทำอย่างไร สอนอย่างไร ไม่ให้เขา "เกลียด" อยากเข้าเรียน สามารถช่วยเหลือเขาให้ได้ และ ใช้หลักการสอน โดย ครู ต้องสามารถอธิบายให้ได้ว่า จะทำอย่างไร ถึงได้คำตอบ ซึ่งสามารถแสดงเป็นคำพูดกริยา ที่สามารถวัดได้ หรือ เชิงพฤติกรรม ที่สามารถวัดได้เช่นกัน 

นอกจากนี้ท่านยังสอนอีกมากมาย ที่แต่ละสิ่งแต่ละอย่าง มันคือ จิตวิญญาณของ ครูอย่างแท้จริง  จนผมสามารถเรียนรู้ได้ โดยมีทั้งความประทับใจ ความอยาก ความสนใจ และ ความอยากรู้... รวมทั้งคำถามค้างคาใจว่า จะมีผู้บริหารสถานศึกษาในระดับสูงสักกี่คน ที่เป็น "ครูเหมือนกับท่าน... 

ความประทับใจที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมคงต้องยอมรับว่า ท่านคือ ไอดอล คนหนึ่งของผมเลยทีเดียว... กับการเป็นครู และ จะมีครูสักกี่คน ที่มีบุญได้เจอ คนที่มีจิตใจของความเป็นครูเช่นนี้
.............











แสดงความคิดเห็น